| ปลากัดทุ่งของไทย (ก่อหวอด) เรื่องและรูป: นณณ์ ผาณิตวงศ์ |
|
ย่อหน้าแรกของบทความเป็นจุดที่เขียนยากที่สุดสำหรับผม ตามหลักการเขียนที่ดีซึ่งอาจารย์สอนผมสมัยเรียนประถมนั้น ย่อหน้าแรกควรจะเป็นการอารัมภบทและพรรณาถึงเรื่องที่เรากำลังจะเขียนต่อๆไป ผมนั่งนึกอืมม....ผมกำลังจะเขียนเรื่องปลากัดในกลุ่มก่อหวอด (Bubble Nesting Betta) ของเมืองไทย จะมีการพูดโดยรวมๆว่าตัวไหนอยู่ที่ไหน หน้าตาแตกต่างกันยังไง สถานะภาพในธรรมชาติเป็นยังไงบ้าง อืมม....แล้วจะเริ่มว่ายังไงหล่ะ? ใครไม่รู้จักปลากัดก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว เด็กผู้ชายเกือบทุกคนเคยเลี้ยงปลากัด และผมเชื่อว่าเด็กผู้หญิงทุกคนต้องเคยรู้จักเด็กผู้ชายที่เลี้ยงปลากัด ปลากัดกลุ่มก่อหวอดนี่ก็เป็นที่คุ้นเคยกันดีของคนทั่วไปอยู่แล้วเพราะเป็นกลุ่มที่มีการกระจายพันธุ์อยู่ทุกภาคของประเทศไทยแถมปลากัดกลุ่มนี้ก็มีนิสัยก้าวร้าวทำให้มีการนำปลาพวกนี้ไปกัดกันทั้งเพื่อความสนุกและพนันขันต่อ นอกจากนั้นแล้วจากการที่เพาะกันไปเพาะกันมาและคัดสรรพันธุ์ทำให้เกิดสีสันและลักษณะหางที่สวยงามแปลกตาจนกลายเป็นปลาเลี้ยงสวยงามที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆของโลกในนามของ Siamese Fighiting Fish หรือทุกวันนี้ฝรั่งเองยังเขียนทับศัพท์ตามเราว่า Plakad นอกจากสวยงามแล้วปลากัดยังมีความทนทานสามารถเลี้ยงในที่แคบๆได้เพราะมีอวัยวะช่วยหายใจที่เรียกว่า Labyrinth อวัยวะนี้ช่วยให้ปลากัดสามารถหายใจเอาอ๊อกซิเจนจากอากาศได้โดยตรงทำให้มันได้เปรียบปลากลุ่มอื่นๆที่หายใจเฉพาะในน้ำ ด้วยอวัยวะและความสามารถพิเศษนี่เองทำให้ปลากัดสามารถอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำตื้นๆเล็กๆที่ดูเหมือนไม่น่าจะอยู่ได้
ปลากัดทุ่งภาคกลาง (Betta splendens) ปลากัดชนิดนี้มีถิ่นแพร่กระจายพันธุ์อยู่ในเขตที่ราบลุ่มภาคกลาง (Central Plain) ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม่กลอง บางปะกง และทางเหนือซึ่งมีรายงานถึงจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนในเขตจังหวัดเชียงราย ส่วนทางฝั่งตะวันตกนั้นเข้าใจว่าจะถูกกั้นการแพร่กระจายพันธุ์ไว้ด้วยเทือกเขาตะนาวศรี ทางตะวันออกนั้นด้านบนจะมีเทือกเขาเพชรบูรณ์กั้นการกระจายพันธุ์อยู่ในขณะที่ตอนล่างก็มีเทือกเขาบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่กั้นอยู่ จากรายงานที่ทราบมาในเขตจังหวัดสระบุรี และสระแก้วนั้นเป็นปลากัดสายพันธุ์นี้ ขณะที่ในจังหวัดนครราชสีมาปลากัดที่พบจะเป็นปลากัดทุ่งอีสาน (B. smaragdina) ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป สำหรับทางใต้นั้น มีความน่าสนใจกล่าวคือเราสามารถพบปลาชนิดนี้ได้ในจังหวัด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และข้ามไปพบที่จังหวัดระนอง ในขณะที่บริเวณจังหวัดชุมพรจะพบได้ทั้งปลากัดลูกทุ่งภาคกลาง (Betta splendens)(วัฒนา, 2002) และปลากัดลูกทุ่งภาคใต้ (Betta imbellis) (ชัยวุฒิ, 2002) จากรายงานดังกล่าวทำให้เชื่อได้ว่าเขตจังหวัดชุมพรและระนองเป็นรอยต่อการกระจายพันธุ์ของปลากัดสองชนิดนี้
ปลากัดชนิดนี้เชื่อกันว่าเป็นปลาต้นตระกูลของปลากัดหม้อ ซึ่งถูกพัฒนาให้ตัวใหญ่และดุเพื่อการกัดกัน และปลากัดจีน ปลากัดหนามเตย ปลากัดฮาฟมูน และอีกหลายๆสีหลายลักษณะหางซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมเลี้ยงไปทั่วและถูกเรียกรวมๆกันว่าปลากัดแฟนซี เป็นที่น่าเสียใจว่าการที่ได้รับความนิยมอย่างสูงนี่เองทำให้ปลากัด B. splendens สายพันธุ์ดั้งเดิมในธรรมชาตินั้นหายากขึ้นทุกวัน เพราะปัจจุบันนี่มีการเลี้ยงปลากัดหม้อและปลากัดแฟนซี กันอย่างแพร่หลาย และในหลายๆแห่งได้มีการนำปลาเลี้ยงไปปล่อยลงในแหล่งน้ำธรรมชาติด้วยเหตุผลต่างๆกัน ทำให้ปลาเลี้ยงอย่างปลากัดหม้อซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าปลาป่าดั้งเดิมไปแย่งที่อยู่อาศัยของปลาดั้งเดิม และตัวผู้ซึ่งตัวใหญ่แข็งแรงกว่าอาจจะมีการผสมข้ามพันธุ์กับปลาตัวเมียดั้งเดิมทำให้ปลาในธรรมชาติหลายๆแหล่งกลายเป็นปลาที่มีการผสมระหว่างปลาหม้อและปลาบ้านหรือไม่ก็เป็นปลาหม้อแท้ๆไปเลย ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายถ้าเรื่องอย่างนี้จะเกิดขึ้นเพราะจากการสำรวจและเก็บตัวอย่างพบว่าปลาในหลายพื้นที่มีลักษณะสีและลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างปลาในแถบจังหวัดสระแก้วจะมีเส้นสีแดงบริเวณแก้มสีเข้มมากๆจนดูเหมือนเป็นจุดสีแดงเพียงจุดเดียว หรือปลาจากจังหวัดระนองซึ่งจะมีสีแดงที่เข้มกว่าปลาจากแหล่งอื่นๆ ซึ่งลักษณะเหล่านี้จะหายไปถ้ามีการผสมข้ามพันธุ์ในธรรมชาติเกิดขึ้น อย่างไรก็ดีปลาหม้อที่อาศัยอยู่ในธรรมชาตินั่นในที่สุดก็จะปรับตัวเองให้ตัวเล็กลงจนเหมือนกับปลาป่าในที่สุด
Smaragdina ในภาษาลาตินแปลว่าสีเขียวซึ่งเป็นชื่อที่อธิบายลักษณะทั่วไปของปลากัดทุ่งอีสานได้เป็นอย่างดี ปลาชนิดนี้มีถิ่นแพร่กระจายพันธุ์อยู่ในเขตภาคอีสานของไทย ทางตอนบนนั่นเริ่มจากเขตข้ามเทือกเขาเพชรบูรณ์ไปแล้ว ซึ่งจะพบปลาขนิดนี้ได้ในจังหวัดเลยและจังหวัดริมแม่โขงทั้งหมดรวมไปถึงจังหวัดนครราชสีมาและบุรีรัมย์ซึ่งถือเป็นจังหวัดแรกทางตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างที่พบปลากัดชนิดนี้ และยังมีรายงานว่าปลากัดที่พบในประเทศลาวก็เป็นปลาชนิดนี้ ในขณะที่ทางเขมรยังไม่มีรายงานที่แน่ชัดว่าเป็นปลาชนิดไหนแต่มีรายงานที่แน่นอนว่าปลากัดที่พบในประเทศเวียตนามเป็นปลากัดทุ่งภาคกลาง (Betta splendens) ซึ่งทำให้สมมุติฐานที่ว่าปลากัดในเขมรน่าจะเป็นปลากัดทุ่งภาคกลางนั้นมีน้ำหนักเพราะโดยทั่วไปแล้วชนิดปลาในประเทศเขมรและลุ่มน้ำโขงตอนล่างจะมีความใกล้เคียงกับปลาจากภาคกลางของไทยมากกว่าปลาจากลุ่มน้ำโขงตอนบนเพราะปลาในแม่น้ำโขงตอนล่างและบนนั้นจะถูกกั้นการกระจายพันธุ์ด้วยน้ำตกและแก่งหินต่างๆในแม่น้ำ ในธรรมชาติปลากัดทุ่งอีสานมีถิ่นที่อยู่อาศัยค่อนข้างหลากหลายตั้งแต่เขตที่ราบตามทุ่งนา ปลักควาย หนองน้ำ และบนเขาสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 800 เมตรเช่นปลาที่พบบนอุทยานแห่งชาติภูเขียว (ชัยวุฒิ, 2545) นอกจากปลาทุ่งอีสานทั่วๆไปนี้แล้วยังมีปลากัดทุ่งอีสานที่ในตลาดปลาสวยงามเรียกกันว่าปลากีตาร์ ซึ่งจากการสอบถามในตลาดนั้นสาเหตุที่เรียกปลากัดอีสานว่าปลากีตาร์เพราะเวลาพองใส่กัน ปลาจะกระดิกตะเกียบ (Pelvic fins) เหมือนกับคนกำลังเล่นกีตาร์ นอกจากพฤติกรรมแล้ว ปลากัดกีตาร์ที่ถูกลักษณะ(ตามความนิยมของตลาด)ยังต้องมีจุดประตามครีบต่างๆ ซึ่งบ้างก็ว่าปลาลักษณะนี้จะพบกับปลาบางแหล่งเท่านั้น ในขณะที่จากการสำรวจโดย อ. ชัยวุฒิ พบว่าลักษณะลายจุดที่หางนี่มิใช่เป็นลักษณะประจำถิ่น (Regional color variation) แต่เป็นลักษณะเฉพาะตัวมากกว่า (Individual color variation) กล่าวคือ เราสามารถที่จะพบปลากัดทุ่งอีสานที่มีลายจุดประตามครีบต่างๆได้ทุกแห่งเพียงแต่ว่าอาจจะมีบางแหล่งที่เราจะสามารถพบปลาลักษณะดังกล่าวได้มากกว่าในจุดอื่นๆ ปลากัดภาคทุ่งใต้ (Betta imbellis) Imbellis เป็นภาษาลาตินแปลได้ทำนองว่ารักสงบ ซึ่งคิดว่าผู้ตั้งชื่อปลาชนิดนี้เห็นว่าปลากัดทุ่งภาคใต้มีความสงบเสงี่ยมอยู่ในตัวพอสมควร ไม่ดุเดือดเหมือนปลากัดทุ่งภาคกลางและปลากัดหม้อ ด้วยเหตุนี้เองนักกัดพนันปลากัดทางภาคใต้จึงนิยมนำปลากัดทุ่งภาคกลางและกัดหม้อมาผสมข้ามพันธุ์กับปลากัดทุ่งภาคใต้ ได้เป็นปลาลูกผสมที่เรียกกันว่าปลาสังกะสี ซึ่งว่ากันว่ากัดดุและทนกว่าปลากัดทุ่ง สำหรับที่มาของคำว่าลูกสังกะสีนั้นบ้างก็ว่าเป็นเพราะปลากัดที่เพาะได้มีเขี้ยวคมเหมือนสังกะสีบ้างก็ว่าเพราะปลามีเกล็ดแข็งทนทานเหมือนสังกะสี (ปรีชา, 2002) ซึ่งปลาสังกะสีเป็นที่นิยมเพาะเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย เมื่อมีปลาเหลือเยอะๆโดยเฉพาะตัวเมียหรือถ้าเพาะได้ครอกที่กัดไม่เก่ง ผู้เพาะพันธุ์ก็จะปล่อยลงไปในแหล่งธรรมชาติ โดยบางครั้งก็ตั้งใจให้ปลาไปผสมกับปลาป่าเพื่อให้ได้เป็นปลาพันธุ์ผสมในธรรมชาติขึ้นมา เนื่องจากปลากัดทุ่งภาคใต้และกลางจะสามารถผสมข้ามพันธุ์กันได้ง่ายๆทำให้ในปัจจุบันปลากัดทุ่งภาคใต้แท้ๆนั่นหายากขึ้นทุกวันจนน่ากลัวว่าคงจะสูญพันธุ์ไปจากหลายๆแหล่งแล้ว เช่นเกาะสมุย ซึ่งเดิมมีปลากัดทุ่งภาคใต้พันธุ์แท้อยู่ แต่ปัจจุบันปลาที่จับได้จากแหล่งบางแหล่งมีลักษณะเหมือนปลาสังกะสีเสียแล้ว
การแพร่กระจายพันธุ์ของปลาชนิดนี้ค่อนข้างกว้างขวางพอสมควรเพราะมีรายงานเริ่มจากทางใต้ของประเทศไทยซึ่งจะพบได้ในจังหวัดชุมพรและจะพบได้ในจังหวัดด้านใต้จากจังหวัดระนองลงไป ยาวลงไปถึงประเทศมาเลเซีย, สิงคโปร์, บนเกาะบอร์เนียว, และ เกาะสุมาตราของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งปลาที่พบกระจัดกระจายอยู่ตามประเทศต่างๆนั้นมีหน้าตาสีสันเหมือนกันมากๆ ปลากัดชนิดนี้มีถิ่นที่อยู่ที่ค่อนข้างหลากหลายเพราะจะพบได้ตั้งแต่ตามทุ่งนา ป่าพรุ หรือแม้แต่ป่าหญ้าชายทะเล บริเวณทะเลสาบสงขลา ที่มีความเค็มค่อนข้างสูงก็ยังสามารถพบปลาชนิดนี้ได้ (ชัยวุฒิ, 2545)
ปลากัดชนิดนี้เพิ่งถูกนำออกมาเผยแพร่ในวงการปลาสวยงามไม่นานหลังจากที่เริ่มมีคนสนใจปลากัดทุ่งกันมากขึ้น ซึ่งการค้นพบปลาชนิดนี้เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมากๆเพราะเขตที่พบปลาสายพันธุ์นี้ก็อยู่ใกล้กรุงเทพฯนิดเดียว จนไม่น่าเชื่อว่าปลาจะลอดหูลอดตานักวิทยาศาตร์ยุคก่อนๆมาได้ เนื่องจากว่ายังใหม่กับวงการมาก ปลาชนิดนี้จึงยังมีการสำรวจแหล่งกระจายพันธุ์ไม่ละเอียดนักแต่เท่าที่มีการสำรวจมา ปลากัดมหาชัยจะกระจายพันธุ์อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ในจังหวัดสมุทรปราการเริ่มตั้งแต่เขต อำเภอ บางกะเจ้า, อ.พระสมุทรเจดีย์ และ อ. พระประแดง, ในจังหวัดสมุทรสาคร (อ. บ้านแพ้ว, อ. กระทุ่มแบน และ ตำบลมหาชัย) และ จังหวัด สมุทรสงคราม ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าไม่น่าจะพบปลาลักษณะนี้หลังจากข้ามแม่น้ำแม่กลองไปแล้ว ซึ่งในจังหวัดเพชรบุรีนั้นมีรายงานที่ยืนยันได้ว่าปลากัดทุ่งที่พบเป็นปลากัดทุ่งภาคกลาง (Betta splendens) และทางเหนือในส่วนของจังหวัดราชบุรีนั้นผู้เขียนเคยสำรวจในเขต อ.บ้านโป่ง ซึ่งปลาที่พบก็เป็นปลากัดทุ่งภาคกลางเช่นกัน (ต้องการข้อมูลสำรวจเพิ่มเติม รบกวนแจ้งเข้ามาด้วยครับ) ด้วยข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ทำให้เชื่อได้ว่า ปลากัดมหาชัย เป็นปลากัดที่มีการแพร่กระจายพันธุ์อยู่ในเขตน้ำกร่อยเท่านั้นซึ่งปลากัดชนิดนี้จะพบอาศัยอยู่ในป่าจากและแหล่งน้ำนิ่งที่มีวัชพืชหนาแน่นเช่นตามคูริมถนนและร่องสวน ซึ่งในป่าจากนั้น ปลากัดมหาชัยจะทำรังก่อหวอดอยู่ในกระพกจากและมีเพื่อนร่วมแหล่ง อย่างปลากริมควาย ปลาไหล ปลาหัวตะกั่ว ปลาช่อน และ ปลากระดี่หม้อ ที่ผ่านมาในตลาดมีการเรียกปลากัดชนิดนี้เป็น 2 ชื่อด้วยกัน คือปลากัดมหาชัยและปลากัดบ้านแพ้ว ซึ่งผู้เขียนได้เลี้ยงปลาทั้ง 2 แหล่งแล้ว และพบว่าปลามีลักษณะเหมือนกันทุกประการ นอกจากชื่อแล้วก็ยังมีการถกเถียงกันถึงสถานะที่แท้จริงของปลากัดชนิดนี้ซึ่งบางสายก็เชื่อว่าปลากัดมหาชัยนั้นเป็นปลากัดพันธุ์ผสมซึ่งชาวบ้านในแถบนั้นได้ปล่อยทิ้งไว้ในแหล่งน้ำแถบนั้นมานานเป็นสิบเป็นร้อยปีจนปลามีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนกับแหล่งอื่นๆ (ปรีชา, 2002) อีกสายก็เชื่อว่าปลากัดมหาชัยเป็นปลาชนิดใหม่ของโลก ซึ่งเหตุผลนี้สามารถสนับสนุนได้จากการที่ 1. ลักษณะ: ปลากัดมหาชัยนั้นมีรูปร่างลักษณะภายนอกที่ไม่เหมือนกับปลากัดทุ่งที่ได้รับการบรรยายลักษณะทางอนุกรมวิธานไปแล้ว (จะกล่าวถึงโดยละเอียดต่อไป) 2. ถิ่นอาศัย: ปลากัดมหาชัย มีถิ่นอาศัยที่มีลักษณะเฉพาะตัว คือจะอาศัยอยู่เฉพาะในแหล่งน้ำกร่อยเท่านั้น 3. แหล่งกระจายพันธุ์: ถึงแม้จะมีถิ่นกระจายพันธุ์ที่ไม่กว้างนักและเป็นเขตน้ำท่วมติดต่อกันแต่ก็ครอบคลุมถึง 3 จังหวัดซึ่งถือว่ากว้างมากสำหรับการกระจายพันธุ์ของปลาพันธุ์ผสมที่มีการปล่อยลงไปในแหล่งน้ำโดยฝีมือมนุษย์ ซึ่งปลาที่จับได้จากแต่ละแหล่งนั้นก็มีลักษณะเหมือนกันทั้งหมด นอกจากนั้นในแหล่งที่พบปลากัดมหาชัยเราจะไม่สามารถพบปลากัดทุ่งพันธุ์อื่นๆเลย ซึ่งจากรายงานที่ผ่านมายังไม่เคยมีการพบปลากัดทุ่งต่างชนิดกันในแหล่งเดียวกันเลย นอกเสียจากรายงานการพบปลากัดหม้อหรือแฟนซีในแหล่งเดียวกับปลากัดทุ่งท้องถิ่น อย่างในมหาชัยก็มีการจับปลากัดหม้อและปลากัดแฟนซีได้ในบางแหล่งเช่นกัน 4. พฤติกรรม: ลักษณะก่อหวอดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือปลากัดมหาชัยจะก่อหวอดเล็กๆที่มีลักษณะฟองทับซ้อนกันหลายชั้นในกระพกจากซึ่งปลาในที่เลี้ยงก็ก่อหวอดในลักษณะเดียวกันนี่แม้จะไม่มีตัวแปลคือความกว้างของกระพกจากมาบังคับ 5. สายพันธุ์: ปลากัดมหาชัยสายแท้ๆนั้นในที่เลี้ยงจะให้ลูกลักษณะเหมือนพ่อแม่ทุกประการและเหมือนกันทุกตัว (เลือดนิ่ง) ซึ่งถ้าเป็นปลากัดพันธุ์ผสมนั้นลูกที่ได้น่าจะมีลักษณะต่างออกไปบ้าง อย่างไรก็ดีลักษณะเลือดนิ่งก็สามารถเกิดกับสัตว์พันธุ์ผสมที่ได้รับการผสมกันหลายๆรุ่นเช่นกัน 6. การกำเนิด: การกำเนิดของปลากัดมหาชัยนั้น เรียกได้ว่าน่าจะเป็นการวิวัฒนาการในลักษณะเดียวกับ Betta pulchra TAN AND TAN, 1996 (พัลชรา) ซึ่งปลากัดชนิดนี้มีลักษณะคล้ายกับ Betta pugnax (พุกแน๊ก) ซึ่งมีถิ่นกระจายพันธุ์อยู่ในบริเวณนั้น แต่ปลากัดพัลชรานั่นอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำกร่อยเหมือนปลากัดมหาชัยและมีเกล็ดเป็นประกายเหลือบเหมือนกันซึ่งลักษณะประกายนี่น่าจะเป็นการวิวัฒนาการที่ทำให้ปลาเห็นกันง่ายขึ้นในแหล่งน้ำที่มีความขุ่นและมืดทึบอย่างในป่าจาก ที่เหมือนกันอีกเรื่องคือในแหล่งที่พบปลากัดพัลชรานั่นไม่มีการพบปลากัดพุกแน็ก นอกจากนั้นปลากัดพัลชราที่ผสมในที่เลี้ยงซึ่งมีสภาพต่างๆกันก็ยังให้สีและลักษณะเหมือนกับปลากัดพัลชราจากธรรมชาติทุกประการ ไม่ว่าปลากัดมหาชัยจะเป็นปลาพันธุ์ผสมที่ผสมกันจนเลือดนิ่ง หรือเป็นปลาชนิดใหม่ของโลกก็ตาม ทั้ง 2 ความเชื่อนั่นก็มีความเห็นตรงกันว่าปลากัดมหาชัยเป็นปลากัดที่มีลักษณะภายนอกเฉพาะตัวไม่เหมือนปลากัดชนิดใดในโลกซึ่งจะน่าเสียดายมากหากเราจะต้องสูญเสียปลากัดชนิดนี้ไป ปัจจุบันปลากัดมหาชัยนั้นนับว่าเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างมากด้วยเหตุผลหลักคือ 1. การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย ปลากัดมหาชัยมีถิ่นการแพร่กระจายพันธุ์ที่แคบเมื่อเทียบกับปลากัดสายพันธุ์อื่นๆและเขตที่พบก็เป็นเขตชุมชนที่มีโรงงานอุตสาหกรรม, นากุ้ง, นาเกลือ, บ้านเรือน, ถนน มากมาย ซึ่งป่าจาก และห้วยหนองแถวนั้นถ้าไม่ถูกถมเพื่อพัฒนาเป็นโรงงานบ้านเรือน ก็เน่าเสียจากขยะจากชุมชนและน้ำเสียจากโรงงาน นอกจากนั้นสถานที่พบเกือบทั้งหมดยังเป็นพื้นที่ของเอกชนซึ่งอาจจะมีการพัฒนาเมื่อไหร่ก็ได้ อย่างแหล่งที่ผู้เขียนเคยไปจับนั้นก็เป็นที่เอกชนซึ่งถึงแม้วันนี้จะยังมีปลากัดมหาชัยอยู่ในป่าจากแห่งนี้เป็นจำนวนมาก แต่ถ้าป่าแห่งนี้ถูกถมเสียเราก็จะสูญเสียปลาทั้งหมดจากแหล่งนี่ไปภายในเวลาอันสั้น นอกจากนั้นในป่าจากอีกแหล่งที่ผู้เขียนเคยไปสำรวจมาก็มีการตัดใบจากมาทำหลังคาเป็นจำนวนมากจนทำให้แสงตกลงสู่ผิวน้ำมากกว่าเดิมซึ่งแสงที่มากขึ้นบวกกับน้ำเสียจากโรงงานซึ่งเป็นปุ๋ยชั้นดีทำให้แหน (Azolla sp.) ขึ้นปกคลุมผิวน้ำทุกตารางนิ้วจนทำให้ผู้เขียนสงสัยว่าปลากัดอาจจะไม่สามารถมีชีวิตอย่างปกติสุขได้ 2. ปลากัดมหาชัยจะก่อหวอดอยู่ตามกระพกจากซึ่งมีทางเข้าออกแคบ ซึ่งลักษณะการทำรังแบบนี้เป็นการปกป้องรังและลูกๆจากศัตรูในธรรมชาติเช่น ปลาหมอ ปลาช่อน แต่ในทางกลับกัน หวอดแบบนี้ทำให้มันถูกมนุษย์จับตัวได้ง่าย ซึ่งในปัจจุบันนอกจากจะมีการจับปลากัดมหาชัยเพื่อไปกัดกันในท้องถิ่นแล้ว ยังมีการจับส่งตลาดปลาสวยงามทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งปลาที่จับจากหวอดนั้นเป็นปลาตัวผู้ที่โตเต็มวัยและอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ หากถูกจับไปมากๆ ก็จะเป็นการตัดตอนการสืบพันธุ์ของปลากัดชนิดนี้ อย่างไรก็ดีจากการเก็บตัวอย่างครั้งล่าสุดของผู้เขียน (ตุลาคม 2545, ปลายฤดูฝน) พบลูกปลากัดจำนวนมากอาศัยอยู่ตามกอหญ้าน้ำท่วมริมป่าจาก ผู้เขียนจับปลาตัวเมียได้หลายสิบตัวแต่จับตัวผู้ตัวเต็มวัยได้เพียงตัวเดียว และพบหวอดที่มั่นใจว่าเป็นหวอดปลากัดมหาชัยเพียงหวอดเดียว(มีไข่) 3. ในที่เลี้ยงเราสามารถนำปลากัดมหาชัยมาผสมข้ามชนิดกับปลากัดหม้อ, แฟนซี และ ปลากัดทุ่งจากแหล่งอื่นๆ ได้ไม่ยากนักทำให้น่าเป็นห่วงว่าถ้ามีการปล่อยปลากัดต่างพันธุ์ลงไปในแหล่งปลากัดมหาชัย ซึ่งถึงแม้ว่าน้ำกร่อยจะทำให้ปลากัดชนิดอื่นๆไม่ชอบแต่ก็อาจจะมีพวกที่รอดบ้างและถ้ามีการผสมข้ามพันธุ์ในธรรมชาติเกิดขึ้นเราก็จะสูญเสียปลากัดมหาชัยสายดั้งเดิมไป ซึ่งการทำพันธุ์ผสมในที่เลี้ยงก็เช่นเดียวกัน เพราะลูกผสมปลามหาชัยนั่นส่วนใหญ่จะออกมามีรูปทรงเหมือนปลามหาชัยทำให้อาจจะเกิดการเข้าใจผิดคิดว่าลูกผสมเป็นปลากัดมหาชัยแท้ เมื่อนำไปผสมกันในที่สุดเราก็จะสูญเสียสายแท้ในที่เลี้ยงไปด้วย ดังนั้นผมจึงอยากจะขอร้องให้ผู้ที่เพาะปลาพันธุ์ผสมระบุให้ชัดเจนเมื่อมีการเปลี่ยนมือว่าปลานั้นเป็นปลาพันธุ์ผสมเพื่อจะได้ไม่เกิดการเข้าใจผิด เมื่อกล่าวถึงการผสมปลาต่างชนิดแล้วก็ขอเขียนต่อให้ละเอียดขึ้น โดยหลักทางพันธุกรรมทั่วๆไปแล้ว สัตว์ต่างชนิด (Species) กันนั้นจะไม่สามารถผสมข้ามกันได้ แต่ก็มีบ้างในกรณีที่สัตว์เป็นชนิดที่ใกล้เคียงกันมากอย่างในกรณีม้า (Equus caballus) กับลา (Equus asinus), และ นกเลิฟเบิร์ดพวกที่มีขอบตาอย่าง (Agopornis peronatus) และไม่มีขอบตา (Agopornis roseicollis) สัตว์ที่ยกตัวอย่างมานี่ถึงแม้จะอยู่ในสกุลเดียวกันแต่ก็ต่างชนิดเมื่อนำมาผสมพันธุ์กันลูกที่ออกมาจึงเป็นหมันซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นชนิดที่ใกล้เคียงกันแต่ก็มีพันธุกรรมหลักต่างกัน แต่ในกรณีของปลากัด (Betta sp.) และปลาในสกุลอื่นๆอย่างพวกปลาคิลลี่ในสกุล Fundulopanchax นั่นลูกปลาที่เกิดจากพ่อแม่ที่ต่างสายพันธุ์กันจะสามารถสืบสายพันธุ์ต่อไปได้ ซึ่งในกรณีของปลากัดทุ่งภาคกลาง (B. splendens) และ ปลากัดทุ่งภาคใต้ (B. imbellis) นั่นมีการทดลอง(Lucas)นำปลากัดทุ่งภาคใต้มาผสมกับปลากัดแฟนซีซึ่งเชื่อกันว่าสืบเชื้อสายมาจากปลากัดทุ่งภาคกลางที่มีลักษณะแตกต่างกัน เช่น หางยาว หางคู่ ซึ่งปลาในรุ่นแรกก็สามารถผสมกันได้และให้ลูกออกมามีลักษณะเหมือนปลาป่า เมื่อนำรุ่นลูกมาผสมกันกลับได้เป็นปลากัดซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันออกไปตามแต่ลักษณะของรุ่นปู่ย่า(หางยาว หางคู่) ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นการถ่ายเทพันธุกรรมที่สมบูรณ์ซึ่งจะเกิดขึ้นกับสัตว์ที่มีพันธุกรรมใกล้เคียงกันมากหรือเป็นชนิดเดียวกันเท่านั้น ซึ่งการทดลองนี่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้มีการเรียกร้องให้ยุบสถานะความเป็นชนิดต่างหากของปลากัดภาคใต้มารวมใช่ชื่อชนิดเดียวกับปลากัดทุ่งภาคกลางคือให้ถือว่าปลากัดทุ่งใต้นั้นเป็นเพียงแค่ลักษณะสีที่แตกต่างกันไปตามแหล่งที่อยู่ (color variation) เท่านั้นหรืออย่างมากที่สุดก็มีสถานะเป็นเพียงชนิดย่อย (sub species) ของปลากัดทุ่งภาคกลางเท่านั้น ซึ่งในกรณีของปลากัดมหาชัยนั่นผู้เขียนคิดว่าคงไม่ต่างไปจากคู่กรณีที่กล่าวไปแล้วสักเท่าไหร่ ซึ่งถ้าเป็นจริงก็ยังต้องมีการถกเถียงกันต่อไปถึงสถานะภาพที่แท้จริงของปลากัดทั้ง 3 ชนิดนี้ ส่วนในกรณีของปลากัดทุ่งอีสานนั่นเมื่อนำมาผสมกับปลากัดทุ่งภาคกลางมักจะติดลูกยากหรือถ้าติดลูกปลาก็จะตายในเวลาไม่นานซึ่งถือเป็นข้อพิสูจน์ว่าปลาสองชนิดนี้มีลักษณะทางพันธุกรรมต่างกันพอสมควรทีเดียว
ผมต้องขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้เรียนมาทางด้าน Taxonomy ดังนั้นที่ผมจะบรรยายต่อไปนี้เป็นเพียงการสังเกตด้วยตนเอง จากปลาที่เลี้ยงไว้ จากปลาที่ไปจับมาเอง จากปลาที่ไปซื้อมา จากปลาตามร้าน จากปลาของเพื่อนๆ และจากรูปถ่าย ประกอบกับการใช้ตำราประกอบบางส่วน เชิญชมภาพประกอบไปด้วยนะครับ ปลาป่าอินโด ปลาป่าอีกชนิดนึงที่มีขายอยู่ในตลาดเมืองไทยคือปลาป่าอินโดหรือถ้าเรียกให้เต็มก็คงจะเป็นปลาป่าอินโดนีเซียซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถระบุชนิดได้ว่าเป็นปลากัดชนิดใด ข้อสำคัญคือปลามีลักษณะภายนอกไม่แน่นอน ปลาต่างร้านกันมีลักษณะรายละเอียดต่างๆกันไป จะเห็นมีเหมือนกันอยู่จุดเดียวก็คงเป็นบริเวณแก้มซึ่งจะเป็นเส้นสีฟ้า/เขียวแนวตั้ง 2 เส้นเหมือนปลากัดทุ่งภาคใต้และปลากัดมหาชัย ซึ่งสถานะของปลากัดป่าอินโดนั่นผู้เขียนขอให้ข้อสังเกตและสมมุติฐานไว้ดังนี้ 1. ถ้าปลากัดอินโดเป็นปลากัดชนิดแท้ๆ ปลาป่าอินโดก็จะเป็นปลากัดในกลุ่มเดียวกับปลากัดทุ่งภาคกลาง (Splendens complex) อย่างไม่ต้องสงสัย ปลากัดในกลุ่มนี้ ที่ได้รับการบรรยายลักษณะทางอนุกรมวิธานไปแล้วและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในปัจจุบันมีอยู่เพียง 3 ชนิดคือ B. splendens, B. imbellis และ ฺB. smaragdina นอกจากนั้นยังมี B. rubra ซึ่งมีรายงานการพบบนเกาะสุมาตราประเทศอินโดนีเซียเมื่อปี 1893 ปัญหาคือนอกจากตัวอย่างในครั้งนั้นแล้ว(ปัจจุบันตัวอย่างที่มีกลายเป็นปลาดองสีซีดๆไม่สามารถดูสีเมื่อตอนเป็นๆได้แล้ว) ไม่เคยมีใครพบปลาดังกล่าวอีกเลยจนถึงทุกวันนี้ จนทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านตั้งข้อสังเกตว่าตัวอย่าง B. rubra นั่นอาจจะเป็นปลากัดทุ่งภาคกลางที่ได้มาจากที่เลี้ยงก็เป็นได้ โอกาสที่ปลากัดอินโดที่มีขายอยู่ในบ้านเราจะเป็น B. rubra นั่นผมเองก็ไม่สามารถจะตัดสินได้ แต่จากข้อสังเกตที่กล่าวมาข้างต้นคือปลามีลักษณะภายนอกไม่แน่นอน ทำให้โอกาสที่จะเป็น B. rubra น้อยลงไปมาก นอกจากปลาดังกล่าวแล้วผมคิดว่าปลากัดที่บางร้านขายเป็นปลาป่าอินโดนั่นมีลักษณะเหมือนปลากัดมหาชัยเอามากๆ นอกจากกลุ่มปลากัดทุ่งภาคกลางแล้ว ปลากัดก่อหวอดก็ยังมีอีก 2 กลุ่มคือ กลุ่ม คอคคิน่า (Coccina Complex) ซึ่งกลุ่มนี้มีลักษณะตัวเล็กเรียวและมีพื้นลำตัวเป็นสีแดงคล้ำคล้ายสีไวน์แดง และ กลุ่มเบลลิก้า (Bellica Complex) ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าปลากัดในกลุ่มปลากัดทุ่งภาคกลางมาก 2. ถ้าปลากัดอินโดเป็นปลากัดที่เกิดขึ้นจากการนำปลาต่างชนิดมาผสมกัน ก็เป็นไปได้มากที่จะได้รับเชื้อแก้มสีเหลือบฟ้าเขียวเป็นแนวตั้ง 2 เส้นมาจากปลากัดทุ่งภาคใต้หรือปลากัดมหาชัย ซึ่งเมื่อนำปลาทั้ง 2 ชนิดนี้มาผสมกับปลากัดหม้อลักษณะแก้มมักจะคงอยู่(โดยเฉพาะถ้าผสมกับปลากัดที่มีลักษณะแก้มสีฟ้าอยู่แล้วอย่าง The mask) และในกรณีของลูกผสมปลากัดมหาชัยลำตัวของปลาลูกผสมที่ได้มักจะมีลักษณะใหญ่หนา(จากปลากัดหม้อ), เครื่องใหญ่ และมีเกล็ดสีเหลือบแวววาวไปทั้งตัว (จากปลากัดมหาชัย) ซึ่งโดยรวมแล้วถือเป็นปลาที่มีความสวยงามมากทำให้ขายได้ราคาดีดังจะเห็นว่าราคาในตลาดของปลาชนิดนี้จะสูงกว่าปลากัดทุ่งชนิดแท้ๆเสียอีก ซึ่งการที่เป็นปลาผสมนี่เองทำให้ปลาป่าอินโด มีลักษณะเลือดที่ไม่นิ่งทำให้ปลาออกมาลักษณะต่างกันไป ตามแต่ครอกและแต่ร้าน ซึ่งถ้าสมมุติฐานนี่ถูกต้อง ผู้ผสมพันธุ์ก็ไม่ควรที่จะตั้งชื่อและขายปลากัดชนิดนี้เป็นปลาป่าอินโดเพราะทำให้ลูกค้าหลงเข้าใจว่าเป็นปลากัดป่าซึ่งนำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซียและอาจจะทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นชนิดแท้ๆด้วยสถานภาพในธรรมชาติและการอนุรักษ์ปลากัดทุ่ง จากรายงานการสำรวจจากหลายๆแหล่งที่ผ่านมาทำให้พอจะเชื่อได้ว่าปลากัดทุ่งชนิดแท้ๆต่างๆของไทยนั้นยังมีปริมาณในธรรมชาติพอสมควรและมีหลายกลุ่มที่กระจายพันธุ์อยู่ในเขตอนุรักษ์ทำให้พอจะวางใจได้ว่าเราจะยังมีปลากัดชนิดแท้ๆในธรรมชาติให้ลูกหลายได้ดูกันสืบต่อไป อย่างไรก็ดีจำนวนประชากรและแหล่งที่พบนั่นก็ลดลงเรื่อยๆจากสาเหตุดังต่อไปนี้ 1. การสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยให้กับการพัฒนาของมนุษย์ เช่น การถม คูคลองหนองบึง เพื่อสร้างบ้าน,โรงงาน และ ถนน 2. มลภาวะจากน้ำเสียซึ่งปล่อยมาจาก อาคารบ้านเรือนและโรงงานต่างๆ 3. ในกรณีของปลากัดทุ่งภาคกลางนั้นกำลังถูกแย่งถิ่นอาศัยในธรรมชาติกับปลากัดหม้อซึ่งถูกคัดพันธุ์โดยมนุษย์ให้มีขนาดใหญ่และดุขึ้น เมื่อมีการปล่อยปลาดังกล่าวลงไปในธรรมชาติทำให้ปลากัดหม้อไปแย่งถิ่นอาศัยของปลากัดทุ่งสายพันธุ์ดั้งเดิมซึ่งมีขนาดเล็กกว่านอกจากนั้นยังอาจมีการผสมพันธุ์กันระหว่างปลากัดทุ่งและปลากัดหม้อทำให้ปลากัดทุ่งดั้งเดิมสูญเสียเอกลักษณ์ดั้งเดิมไป 4. ในกรณีของปลากัดทุ่งภาคใต้นั้นปลาพันธุ์แท้ก็หายากขึ้นทุกทีเพราะมีการนำปลากัดหม้อไปผสมข้ามกับปลากัดทุ่งเพื่อจะสร้างปลาที่มีความดุและอดทนเพื่อการนำมากัดกัน ซึ่งนอกจากผสมในที่เลี้ยงแล้ว ก็มีการปล่อยปลาลูกผสมลงไปในแหล่งน้ำธรรมชาติด้วย ทำให้มีการแย่งถิ่นที่อยู่อาศัยของปลากัดผสมกับปลากัดทุ่งดั้งเดิม นอกจากนั้นการผสมข้ามชนิดกันในธรรมชาติก็จะทำให้ปลาชนิดแท้ในธรรมชาติหมดไปในที่สุด 5. การนำปลาต่างชนิดมาผสมพันธุ์กันในที่เลี้ยงทำให้เกิดการสับสนระหว่างปลาทุ่งแท้ๆและปลาพันธุ์ผสมยกตัวอย่างเช่น บางครั้งผู้ที่ตั้งใจจะเพาะปลาทุ่งแท้ๆเพื่อการอนุรักษ์เข้าใจผิด ไปนำปลาผสมมาเลี้ยงเมื่อเพาะออกมาได้ก็อาจจะมีการแจกจ่ายต่อไปให้กับผู้ที่สนใจ อาจจะมีการนำปลาผสมดังกล่าวไปผสมกับปลาแท้โดยการเข้าใจผิดอีกทำให้ในที่สุดเราก็จะสูญเสียปลาชนิดแท้ๆในที่เลี้ยงไป จากสาเหตุข้างต้นวิธีการอนุรักษ์ปลากัดทุ่งจึงเป็นไปได้ 2 แนวทางด้วยกันคือ 1. อนุรักษ์ถิ่นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมเอาไว้ ซึ่งการประกาศเขตอนุรักษ์ต่างๆนั้นเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐบาลแต่ปลากัดนั้นเป็นสัตว์เล็กๆที่ไม่อยู่ในความสนใจและไม่อยู่ในบัญชีสัตว์หายากหรือเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ดังนั้นจึงถือเป็นการไม่ตั้งใจมากกว่าเมื่อมีแหล่งที่พบปลากัดทุ่งอยู่ในเขตอนุรักษ์ต่างๆเช่น ที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด, อุทยานแห่งชาติภูเขียว และ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (พรุโต๊ะแดง) ซึ่งจริงๆแล้วปลากัดทุ่งก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากมายขอเพียงแหล่งน้ำนิ่งที่ไม่ลึกนักและมีพืชน้ำและพืชชายตลิ่งขึ้นอยู่หนาแน่นพอสมควรก็อยู่ได้แล้ว 2. การเพาะพันธุ์ในที่เลี้ยง เป็นที่น่ายินดีที่ปลากัดทุ่งทั้ง 3 ชนิดและปลากัดมหาชัยนั่นเป็นสัตว์ที่เพาะพันธุ์ไม่ยากในที่เลี้ยงและใช้ที่และทุนทรัพย์ไม่มากทำให้ทุกคนที่เพาะเลี้ยงปลากัดชนิดแท้ไว้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันอนุรักษ์ปลากัดทุ่งเอาไว้ เป็นเรื่องจริงสำหรับคำกล่าวที่ว่าการไม่ไปจับมาจากธรรมชาติเป็นการอนุรักษ์ที่ดีที่สุดแต่สำหรับผมคิดว่าการเพาะในที่เลี้ยงก็เป็นอีกหนทางหนึ่ง โดยเฉพาะกับสัตว์ที่ถิ่นที่อยู่อาศัยนับวันมีแต่จะน้อยลงโดยเฉพาะกับปลากัดมหาชัยนั่น พื้นที่ๆพบเป็นพื้นที่ๆมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและแหล่งที่สำรวจพบเกือบทั้งหมดเป็นพื้นที่เอกชนซึ่งผู้เขียนคิดว่าไม่ช้าก็เร็วคงหมดไปแน่ๆถ้าไม่มีการพิสูจน์ให้แน่ชัดว่าปลากัดมหาชัยเป็นปลาชนิดใหม่ของโลกหรือไม่ และมีการอนุรักษ์ถิ่นที่อยู่เอาไว้ ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยสำหรับผู้ที่สนใจปลากัดทุ่ง ข้อความที่เขียนข้างบนนี้ขอยืนยันด้วยเกียรติของผู้เขียนว่าเขียนด้วยความตั้งใจดีและเขียนจากข้อมูลที่ได้รับจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และได้กลั่นกรองพิจารณาแล้วเห็นจริงและเห็นดีด้วยจึงนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบ ผู้เขียนขอยืนยันอีกครั้งว่าไม่มีส่วนได้เสียหรือเกี่ยวข้องทางด้านการเงินใดๆกับวงการปลากัด บทความนี้จึงเขียนขึ้นด้วยความเป็นกลางและจากจิตใจซึ่งอยากจะให้มีบทความเกี่ยวกับปลากัดทุ่งที่เชื่อถือและอ้างอิงได้เป็นภาษาไทยให้คนไทยได้อ่าน ถ้าบทความส่วนหนึ่งส่วนใดทำให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดๆเสียผลประโยชน์ก็ขออย่าได้ถือโทษโกรธเคืองกันเลย ถ้าท่านอ่านแล้วชอบแล้วคิดว่าได้ความรู้ผมก็ดีใจและจะยิ่งดีใจมากไปกว่านี้ถ้าบทความชิ้นทำให้ท่านหันมาให้ความสนใจและช่วยกันอนุรักษ์ปลากัดทุ่งไทยๆที่นับวันมีแต่จะลดน้อยลงไว้ให้ลูกหลานของเราได้ดูสืบไป นณณ์ ผาณิตวงศ์ ตุลาคม ๒๕๔๕ |